17 สิ่งที่ Sale Page จำเป็นต้องมี ถ้าอยากให้ลูกค้าคลิก!

By Admin AI | 27 Feb 2021 | 192

Sale Page, จำเป็นต้องมี, ลูกค้า, เว็บไซต์, เว็บเซลเพจ, Web Sale Page, รับทำเว็บเซลเพจ (Web Sale page), SEO (Search Engine Optimization), ราคาถูก

สิ่งที่ต้องทำใน Sale Page ถ้าอยากให้ลูกค้าคลิก!

Sale Page, จำเป็นต้องมี, ลูกค้า, เว็บไซต์, เว็บเซลเพจ, Web Sale Page, รับทำเว็บเซลเพจ (Web Sale page), SEO (Search Engine Optimization), ราคาถูก

ต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันเว็บไซต์ธุรกิจทุกเว็บไซต์ต่างก็มีเป้าหมาย คือ ขายผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงต้องทำวิธีต่างๆ ให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเข้ามาที่เว็บไซต์ของตัวเองให้ได้ โดยเว็บเซลเพจก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการขายชั้นเยี่ยม ที่จะทำให้คนที่เข้ามาบนเว็บไซต์ของคุณตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถปิดการขายได้อย่างง่ายดายอีกด้วย แล้วเว็บเซลเพจแบบไหนที่จะทำให้ลูกค้าซื้อของ? วันนี้เราก็ได้รวบรวม 17 สิ่งที่ Sale Page จำเป็นต้องมี มาไว้ให้อ่านกันที่นี่แล้วค่ะ

แล้ว Web Sale Page คืออะไร? เว็บเซลเพจ คือ หน้าเว็บหน้าหนึ่งของเว็บไซต์สำหรับแสดงรายละเอียดสินค้าหรือบริการ ที่จะช่วยดึงดูดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านรายละเอียดสินค้าหรือบริการ และจูงใจให้เกิดการซื้อขายขึ้น ซึ่งมักจะเป็นหน้าเว็บไซต์ที่รวบรวมไว้ครบ ทั้งรูปสินค้าหรือบริการ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ปุ่มสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ หรือปุ่มสำหรับติดต่อเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Line Official Account, Facebook หรือแชร์สินค้าหรือบริการ เป็นต้น

17 สิ่งที่เว็บเซลเพจจำเป็นต้องมี ถ้าอยากให้ลูกค้าคลิก!

Sale Page, จำเป็นต้องมี, ลูกค้า, เว็บไซต์, เว็บเซลเพจ, Web Sale Page, รับทำเว็บเซลเพจ (Web Sale page), SEO (Search Engine Optimization), ราคาถูก

หน้าเว็บเพจที่เจ้าของธุรกิจใฝ่ฝันอยากจะมีหรือหวังให้เกิดขึ้น คือ หน้าเว็บเพจที่นำไปสู่การขาย ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าของธุรกิจสามารถสร้างหน้าเว็บเพจนี้แยกออกมาได้ต่างหาก เรียกว่า Sale Page แล้วทำอย่างไรถึงจะให้เกิดขึ้นได้? Sale Page แบบไหนที่จะทำให้ลูกค้าซื้อของ? วันนี้เราจึงมี 17 สิ่งที่ Sale Page จำเป็นต้องมี ถ้าอยากให้ลูกค้าคลิก! มาฝากทุกคนกันค่ะ

1. รู้จักกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด

ก่อนจะเขียนหรือออกแบบภาพเชิญชวนใคร ต้องรู้ก่อนว่า ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายคือใคร เขาต้องการสินค้าหรือบริการอะไรและเป็นแบบไหน หรือเขาไม่ชอบอะไร ยิ่งรู้จักกลุ่มเป้าหมายมากเท่าไหร่ Sale Page ที่ทำจะยิ่งแข็งแรง ดูดึงดูด ชนะใจกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

2. สร้างโปรโมชั่นที่ชัดเจน

ถ้าโปรโมชั่นดี ลูกค้าก็อยากจะซื้อ แต่ถ้าคุณเขียนโปรโมชั่นไม่ชัดเจน ลูกค้าไม่เข้าใจ พวกเขาอาจจะไม่เสียเวลาถอดรหัสความหมายข้อเสนอของคุณ และหา Sale Page ของบริษัทอื่นที่บอกข้อเสนอที่เข้าใจง่ายกว่า โดยวิธีการสร้างโปรโมชั่นที่ชัดเจน เริ่มจากการสร้างประโยคหลักขึ้นมา เขียนประโยคนั้นให้ชัดเจนว่า 1.ลูกค้าจะได้อะไร 2.ธุรกิจของเราขายอะไร และ 3.ข้อเสนอโดดเด่นอย่างไร แล้วนำ 3 ประเด็นนี้มาวางเรียงกันดู

3. ตั้งราคาให้ถูกต้อง

ราคาที่ถูก ไม่แพง อาจชนะใจลูกค้าได้ แต่ธุรกิจมีต้นทุนและเจ้าของธุรกิจไม่สามารถรองรับต้นทุนเพื่อขายของถูกเอาใจลูกค้าได้ตลอดไป ราคาที่ถูกต้องจะทำให้ธุรกิจได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย และทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน คำถามคือ ควรตั้งราคาขายให้ถูกต้องอย่างไร ก่อนอื่น สำรวจตลาดว่าคู่แข่งมีจุดขายของสินค้าหรือบริการอะไร ตั้งราคากันเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจทราบราคาขายได้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็นำตัวเลขนี้มาสร้างเป็นโปรโมชั่นต่างๆ อาทิ

- ตัวเลือกราคาหลายๆ แบบ
- ตั้งชื่อตัวเลือกต่างๆ เช่น แบบมาตรฐาน, แบบพลัส, แบบโปร, แบบพรีเมียม ฯลฯ
- ตั้งราคาให้ตัวเลขลงท้ายด้วยเลข 9 เพราะเป็นตัวเลขที่ช่วยให้ดูน่าซื้อ

4. หาความยาวของ Sale Page ที่ใช่

วิธีคือ ลองเขียนสาระสำคัญที่คุณต้องการออกมาก่อน หากต้องอธิบายเยอะ ก็เขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด แต่ถ้ายังไม่แน่ใจจริงๆ ว่าความยาวขนาดไหนกำลังดี ให้ลองสร้างออกมาเป็นหน้า Sale Page หลายๆ แบบ เพื่อทดสอบหรือ A/B Testing เพื่อประเมินว่ากลุ่มเป้าหมายที่มาเจอหน้าขาย ชอบแบบไหนมากกว่ากัน โดยวัดจากพฤติกรรมที่กลุ่มเป้าหมายทำตอนอยู่ที่หน้าขายแต่ละหน้า

5. ประโยคแรกต้องปัง ประโยคต่อมาต้องโดน

ประโยคแรกหรือหัวข้อ เป็นข้อความแรกที่คุณต้องเขียน และเป็นข้อความที่สำคัญที่สุดด้วย เพราะประโยคนี้ประโยคเดียวมีผลอย่างมากว่า จะทำให้ลูกค้าอยู่ต่อหรือออกจากหน้านั้นไปเลย ดังนั้น ประโยคแรกจึงต้องปัง ด้วยการเขียนให้สั้นและเข้าใจความไปเลย ส่วนประโยคต่อมาช่วยขยายความของประโยคแรกให้ชัดเจนที่สุด สามารถนำไปสู่การคลิกปุ่มซื้อผลิตภัณฑ์ได้เลยยิ่งดี

6. อธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์

เปิดหัวข้อไปแล้วก็ได้เวลาอธิบายรายละเอียดว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะขายคืออะไร ประโยชน์ของมันคืออะไร ตรงจุดนี้ให้พูดถึงปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายเจอและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ช่วยแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้อย่างไร ยิ่งอธิบายได้ดี มีเอกลักษณ์น่าสนใจ อธิบายได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น ทั้งเรื่อง SEO รวมถึงดึงดูดใจและสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าหรือที่ผู้สนใจด้วย

7. เขียนให้อ่านง่ายๆ

สำหรับการเขียนคำโฆษณาที่ใช้กันทั่วไป คือ ทำให้สแกนอ่านได้ หมายความว่า แค่สแกนสายตาหรือกวาดสายตาอ่านก็จับใจความได้แล้ว ซึ่งการสแกนสายตาจะมีความตั้งใจน้อยกว่าการอ่านปกติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมส่วนมากของผู้เสพเนื้อหาในปัจจุบันนี้ ถ้าผู้สร้างเนื้อหาอยากทำให้เนื้อหาที่สร้างมีประสิทธิภาพ เคล็ดลับในการสร้างเนื้อหาที่สแกนอ่านได้ง่าย มีดังนี้

- มีประโยคหลักฮุกคนอ่านให้สนใจ
- มีหัวข้อย่อย
- มีประโยคสั้นและยาวผสมกัน
- มีย่อหน้า
- มี bullet point
- มีประโยคคมๆ หรือชวนจำ (Quote)
- ใช้ฟ้อนท์ที่อ่านง่าย และเลือกขนาดที่ใหญ่พอดี (Google แนะนำขนาดขั้นต่ำคือ 16 pt)

8. ใช้ภาษาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์

การใช้ภาษาที่ถูกต้อง เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทราบว่า ผู้ทำเว็บไซต์เข้าใจเขา เมื่อเข้าใจก็มีแนวโน้มสูงที่จะช่วยแก้ปัญหา ให้คำตอบหรือมอบสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ เทคนิคการปรับใช้ภาษาที่เห็นใช้กันบ่อยก็ เช่น

- เรียกผู้เข้าชมเว็บไซต์ (ซึ่งคาดการณ์คร่าวๆ ว่าเป็นลูกค้าหรือผู้สนใจในผลิตภัณฑ์) ว่า "คุณ"
- สร้างความรู้สึกเหมือนว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันด้วยสรรพนาม "เรา"
- แสดงให้ผู้เสพเนื้อหารู้สึกว่าเว็บฯ มีความเข้าอกเข้าใจ
- บอกเล่าเรื่องราวที่เข้าถึงได้
- ใช้คำแสดงถึงพลังหรือความเป็นไปได้ที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้จริง

9. จัดการเงื่อนไขที่ทำให้ลูกค้าไม่คิดจะซื้อทันที

ผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่วนหนึ่งพร้อมที่จะซื้อตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในหน้า Sale Page แล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีข้อสงสัยหรือสิ่งที่ทำให้ลังเลใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้คนมักจะคิดหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องเสียเงิน ทำไมถึงไม่ควรซื้อ Sale Page ต้องโน้มน้าวคนกลุ่มนี้ให้เปลี่ยนใจ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น

- โปรโมชั่นหรือส่วนลดภายในระยะเวลาจำกัด อาจจะใส่ไว้มุมบนของหน้า Sale Page หรือเป็น pop up ลอยตามหน้า Sale Page
- บอกว่า ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะกับใคร
- หากราคาไม่ใช่จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ อาจเน้นถึงคุณค่าของสินค้าหรือบริการให้เด่นขึ้น และใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่เล่าไปก่อนหน้านี้
- ยกความคิดเห็นของลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ธุรกิจขึ้นมาให้เด่น ว่าผลิตภัณฑ์และธุรกิจของคุณเชื่อถือได้จริงๆ

10. เพิ่มประเด็นความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือหรือเครดิต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดยอดขายได้ ข้อมูลความน่าเชื่อถือที่ใส่ไปในหน้า Sale Page ได้ เช่น

- ข้อพิสูจน์ความสำเร็จที่เราสามารถทำได้ เช่น Google ranking ของเว็บไซต์ลูกค้า (ธุรกิจสร้างเว็บไซต์)
- ความคิดเห็นของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ของเรา หรือความคิดเห็นของลูกค้าบนโซเชียลมีเดียของธุรกิจเรา
- เสนอเงื่อนไข "ไม่พอใจยินดีคืนเงิน" หรือ "ทำไม่ได้ ยินดีคืนเงิน" เป็นต้น

หรืออาจจะเพิ่ม pop up แสดงความเคลื่อนไหวบนเว็บไซต์แบบ real-time ว่ามีคนกำลังดูสินค้าหรือบริการเดียวกันนี้กี่คน (เหมาะสำหรับธุรกิจที่เริ่มขายดีมากแล้วระดับหนึ่ง) ก็จะช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บฯ รู้สึกว่า มีคนมีความรู้สึกร่วมกันกับตัวเองอยู่เหมือนกัน ตัวเองคิดถูกแล้วที่สนใจ Sale Page หน้านี้

11. ใส่ภาพและวิดีโอ

เขียนอย่างเดียวไม่มีภาพเลย Sale Page ก็อาจจะดูจืดชืดเกินไป หรือลูกค้าไม่เห็นภาพสินค้าหรือบริการดีเท่าที่ควร Sale Page ที่ดีควรมีภาพประกอบด้วย ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ภาพหรือวิดีโอแสดงถึงคนจริงๆ ผลิตภัณฑ์จริง บริษัทจริง ทีมงานจริง ช่วยให้หน้า Sale Page มีเอกลักษณ์และดูน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ส่วนเคล็ดลับของการเพิ่มคลิปวิดีโอในหน้าเว็บเพจแบบที่ไม่เพิ่มเวลาโหลดหน้าเว็บฯ คือ การใส่วิดีโอเป็น pop up ในหน้านั้น ให้มันโผล่ขึ้นมาด้านข้างของหน้าเว็บเพจ แทนที่จะต้องโหลดขึ้นมาพร้อมกับหน้าเว็บ ที่จะทำให้หน้าเว็บฯ โหลดช้าและเพิ่มโอกาสการปิดหน้าเว็บฯ ทิ้งได้

12. ตัดสิ่งรบกวนออก

บางครั้งก็กลายเป็นรูปแบบหรือคำโฆษณาบนหน้า Sale Page เสียเองที่รบกวนสายตาหรือความสนใจของผู้เข้าชมที่ต้องมีกับผลิตภัณฑ์บน Sale Page ซึ่งสิ่งรบกวน ได้แก่

- หัวข้อหลักและหัวข้อย่อยที่มากเกินไป
- แถบเลือกหน้าเว็บเพจอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างของเว็บเพจ

สิ่งที่ควรมี คือ ปุ่มที่ควรมีให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์กดคือ ปุ่มดาวน์โหลดเนื้อหาเพื่ออ่านต่อ (ซึ่งผู้อ่านต้องลงทะเบียนสำหรับการติดต่อเอาไว้) กดติดต่อพนักงานขาย หรือทดลองฟรี ซึ่งควรไว้ด้านล่างหลังจากที่ผู้เข้าชมเว็บฯ เลื่อนอ่านเนื้อหาจนได้สาระในระดับหนึ่งแล้ว

13. ออกแบบให้เข้ากับเครื่องมือหลายรูปแบบ

ปัจจุบันผู้เข้าชมเว็บไซต์เข้าด้วยเครื่องมือหลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โดยทุกวันนี้อัตราส่วนของการเข้าเว็บไซต์ด้วยสมาร์ทโฟนยังมีแนวโน้มมากขึ้น เวลาทำ Sale Page จึงควรเลือกระบบเว็บไซต์ที่รองรับการออกแบบที่เข้ากับเครื่องมือใช้งานหลายรูปแบบ (Responsive Design) ตั้งแต่แรก

14. ใส่จุด Call to Action หลายที่

ปุ่ม Call to Action (CTA) เรียกง่ายๆ คือ ปุ่มบอกให้ทำอะไรสักอย่าง เป้าหมายของปุ่ม Call to Action คือ ผู้เข้าชมเว็บฯ หน้า Sale Page สั้นอาจจะมีปุ่ม Call to Action ที่เดียว แต่หากหน้าเว็บฯ ยาว อาจจะใส่ปุ่ม Call to Action ไว้หลายที่ได้ ส่วนข้อความที่อยู่บนปุ่ม Call to Action ควรเกี่ยวข้องกับเนื้อหาข้างเคียง บอกว่าคลิกไปแล้วดีอย่างไร ใช้คำพูดเชิญชวนกึ่งสั่ง หรือแสดงถึงคุณค่าที่มอบให้ผู้คลิก

15. ใส่ปุ่มแชร์หน้าเว็บฯ

สินค้าหรือบริการของเว็บฯ ที่น่าสนใจอาจไม่ได้จบลงที่การซื้อขายเสมอไป โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่นิยมการ "บอกต่อ" ซึ่งผู้เข้าชมหน้า Sale Page อาจจะไม่ใช่ลูกค้าของเรา แต่เป็นนักประชาสัมพันธ์ให้กับเราได้ ธุรกิจได้ Awareness แบบฟรีๆ เพียงแค่เราใส่ปุ่มแชร์ลงโซเชียลมีเดียเข้าไปในหน้าเว็บเพจนั้น

16. ใส่กล่องแชทตอบคำถาม

การทำธุรกิจในปัจจุบันมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง การได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นเรื่องที่ง่าย แต่การรักษาเอาไว้กลับเป็นเรื่องที่ยาก เพราะลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ หากหลุดไปจากเราแล้ว เขาสามารถไปหาร้านคู่แข่งที่พร้อมจะต้อนรับและตอบรับเขาได้เร็วกว่าเสมอ กล่องแชทตอบคำถามลูกค้าจึงเป็นตัวช่วยที่หลายธุรกิจเริ่มหันมาใช้กัน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้อยู่ เพื่อตอบข้อสงสัยที่ไม่มีในหน้าเว็บขาย หรืออย่างน้อยก็ได้ข้อมูลของลูกค้า ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดสู่การขายต่อไปได้

17. สร้างหน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ไว้ในเว็บ

FAQ ย่อมาจาก Frequent Asked Question แปลว่า คำถามที่ถามบ่อย หรือคำถามที่พบบ่อย บางครั้งผู้เข้าชมเว็บฯ อาจมีคำถามแนวทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยรวม ซึ่งเว็บไซต์สามารถทำปุ่มหน้าเว็บเพจ FAQ ลอยเอาไว้มุมหน้าจอสำหรับคลิกเพื่อไปสู่หน้า FAQ อีกหน้าหนึ่งก็ได้ (แต่ควรให้เป็นการเปิดเพิ่ม ไม่ใช่ออกจากหน้า Sale page ไปเลย) หรือถ้าคำถามไม่มากก็ทำเป็นข้อมูลคลิกแล้วมีข้อมูลเลื่อนลงมาก็ได้

สรุปแล้ว Web Sale Page นั้นเหมาะกับผู้ขายที่ต้องการสร้างประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่ไม่ยุ่งยากให้กับผู้ซื้อ ซึ่งการซื้อขายที่ง่าย ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าหรือบริการซ้ำอีกครั้ง หรือเกิดการบอกต่อได้อีกด้วย ดังนั้น Web Sale Page จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรจะมี เพราะเว็บเซลเพจ (Web Sale Page) จะช่วยแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ารวมไปถึงวิธีการสั่งซื้อและวิธีการชำระเงินไว้ด้วยกัน โดยเว็บเซลเพจจะช่วยให้สินค้าของคุณดูโดดเด่นและน่าสั่งซื้อ ซึ่งขั้นตอนการสั่งซื้อที่ง่ายบนเว็บเซลเพจ ก็จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าของคุณได้ด้วย ดังนั้นหากคุณอยากจะมีเว็บเซลเพจดีๆ สักอัน Advanced iService เราก็มีบริการรับทำเว็บเซลเพจ (Web Sale Page) ที่มีคุณภาพ รองรับ SEO (Search Engine Optimization) ให้สินค้าของคุณไปติดหน้าค้นหาบน Google ได้ง่ายๆ โดยบริการของเรานั้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แต่ราคาถูก ที่จะช่วยให้คุณมีเว็บเซลเพจดีๆ เป็นของตัวเอง รับรองได้ว่าบริการของเรานั้นจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างแน่นอนค่ะ

ติดต่อเรา